มะเดี่ยว เคยมั่นใจเกินไปจนทำความสัมพันธ์พัง

มะเดี่ยว เคยมั่นใจเกินไปจนทำความสัมพันธ์พัง

ปิดใจแบบหมดเปลือกในรายการ WOODY TALK กับ ม๊าเดี่ยว อภิเชษฐ์ ทั้งมุมมองด้านชีวิตและครอบครัว ยอมรับเคยมั่นใจในตัวเองเกินไปจนทำความสัมพันธ์พัง ไม่แคร์สแตนดาร์ดสังคม ไม่จำเป็นไม่ต้องโลกสวย ถ้าไม่ใช่ตัวเองก็อย่าฝืน เตือนสติการรักตัวเองมากเกินไปอาจไม่ใช่เรื่องดีเสมอไป ลั่น! ถ้าวันหนึ่งจากไปให้เผามือถือทิ้งห้ามใครล่วงเกินข้อมูล

มะเดี่ยว

มะเดี่ยว” เคยมั่นใจเกินไปจนทำความสัมพันธ์พัง ลั่น!

คุณพอใจกับทุกอย่างในชีวิตที่เข้ามา ?

มะเดี่ยว : ใช่ค่ะ จริง ๆ เรามองหลายอย่าง เราจะมีความรักสัตว์มาก โดยเฉพาะสัตว์ที่มีความบกพร่อง อันนั้นเราจะมองว่าน่ารักสำหรับเรา เช่น สัตว์ที่เป็นออทิสติก หรือสัตว์ที่ไม่มีขา เราก็จะเอ็นดูเขา พิการอะไรยังงี้ เราไม่เคยเลี้ยงสัตว์ แต่เวลาเห็นจะรู้สึกเอ็นดู เพราะฉะนั้นมันก็ใช้ชีวิตสดใสของมันไป มีแต่เรานี่แหละน่าสงสารจังเลย หมาขาขาด หมาตาเหล่ ตาเข ทั้งที่จริง ๆ แล้วมันไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ

การที่เราโตมาโดยการให้ความหมายกับทุกอย่าง มันเป็นปมของมนุษย์ไหมเลยทำให้ไม่มีความสุขเท่าไหร่ ?

มะเดี่ยว : จริง ๆ มันเป็นสังคมไหม มันอาจจะเป็นเพราะว่าคือ เริ่มต้นจากสแตนดาร์ดก่อน ไม่ใช่แค่คนพิการหรอก แค่คนไม่หลุดจากสแตนดาร์ดที่ควรจะเป็นที่เราเคยเห็นว่าคนนี้สวย แค่หลุดสแตนดาร์ด เขาก็จะรู้สึกว่าตัวเองฉันเกิดมาฉันมีบาปหรือเปล่า เหมือนกับการที่มะเดี่ยวเป็นตุ๊ดเหมือนกัน สมัยที่บ้านแถวต่างจังหวัดเขาก็จะบอกว่าทำบาปมาแต่ชาติที่แล้ว เป็นเพราะเจ้าชู้หรือเปล่าเลยเกิดมาเป็นตุ๊ด ทั้งหมดมันอยู่ที่คนจะให้คุณค่ากันเองมากกว่า

ถ้ามองเด็กในวันนั้นกับตัวเราในวันนี้ ตอนนั้นความฝันคืออะไร ?

มะเดี่ยว : ตอนนั้นฝันอยากเป็นแฟชั่นดีไซน์เนอร์ เพราะเราชอบเสื้อผ้า แต่ตอนนั้นยังไม่มีเรียนว่าการชอบเสื้อผ้าเป็นอะไรได้บ้าง อาชีพที่แบบคุณครูบอกก็มีนักออกแบบ เราก็ไม่รู้ ซึ่งจริง ๆ รายละเอียดอาชีพมันมีเยอะมาก อาจจะเป็นสไตลิสต์ บรรณาธิการนิตยสาร หรือคนทำสิ่งพิมพ์ก็ได้ แต่ตอนนั้นเรารู้แค่ว่าการที่เราชอบเสื้อผ้ามันก็คือแฟชั่นดีไซเนอร์ ตอนนั้นเราเลยคิดว่าเราอยากเป็นแฟชั่นดีไซเนอร์

จากวันนั้นถึงวันนี้ยังชอบอยู่ไหม ?

มะเดี่ยว : ชอบไหมแฟชั่นชอบ แต่แฟชั่นดีไซน์เนอร์ไม่ได้ชอบแล้ว เพราะหลังจากมะเดี่ยวได้ไปเรียนแฟชั่นจริง ๆ แล้วรู้สึกไม่ชอบ เพราะแฟชั่นจริง ๆ ตอนที่เราคิดมันจะเป็นการที่เอาชุดมา Dressing ง่าย ๆ เอาเสื้อตัวนี้มาแมตท์ตัวนี้ แต่จริง ๆ เสื้อมันมีรายละเอียดเยอะมากการที่เราจะเป็นแฟชั่นดีไซน์เนอร์คือเราต้องมาวาดแพทเทิร์นเสื้อแต่ละตัว ถ้าคุณเอวใหญ่ขึ้น 1 เซน คุณก็ต้องปรับแพทเทิร์นเสื้อผ้าให้เข้ารูปมากขึ้น มันมีรายละเอียดที่แบบเหมือนคณิตศาสตร์ ซึ่งคณิตศาสตร์เป็นวิชาที่มะเดี่ยวเกลียดมาก เพราะฉะนั้นตอนที่มะเดี่ยวเรียนก็เลยเหมือนอยู่กับความเกลียดตลอดเวลา

ผ่านมาได้อย่างไร ?

มะเดี่ยว : คือหน้าที่ มะเดี่ยวคิดว่าถ้าเราไม่ชอบก็ต้องทนทำให้มันจบ มันคือหน้าที่ที่เราต้องทำ จริง ๆ มะเดี่ยวคิดว่ามันควรที่จะทำให้จบแล้วเราก็ไปทำอย่างอื่น ทุกอย่างมันมีหน้าที่ การรับผิดชอบ อันนั้นเป็นสิ่งที่เราควรที่จะถือไว้ ความรับผิดชอบก็ต้องมีส่วนด้วย เพราะตอนนั้นก็ได้รับทุนด้วย ระหว่างทางที่เราไม่ชอบก็ได้ไปเจอสิ่งที่ชอบในการไม่ชอบนั้น เช่น History ซึ่งมะเดี่ยวไม่เคยรู้เลยว่าชอบประวัติศาสตร์หรือเปล่า คือชีวิตนี้ใครจะไปฟัง แต่การที่เราได้เรียนแฟชั่นในสิ่งที่เราชอบ แล้วเราก็ได้เรียนประวัติศาสตร์แฟชั่น ทำไมเราตื่นตาตื่นใจ มันคือทำให้มะเดี่ยวได้เรียนรู้เหมือนกันว่าจะเจอความชอบในสิ่งที่เกลียด

เรื่องประวัติศาสตร์แฟชั่นมีอะไรที่เป็นไฮไลท์ที่รู้สึกว่าตื่นตาตื่นใจ ?

มะเดี่ยว : การเปลี่ยนยุคของแฟชั่นมันต้องเกิดจากการเปลี่ยนแปลงหรือสงคราม เช่น ยุคหนึ่งผู้หญิงนิยมใส่ถุงน่องเพราะดูไฮคลาสและไฮโซ แต่ถุงน่องสมัยนั้นมันจะไม่เรียบเนียนเหมือนขาเสมอไป ถุงน่องสมัยนั้นมันจะมีการตัดเย็บซึ่งเป็นขีดขึ้นมา สมัยนั้นเทคโนโลยีของเขามันทอเป็นรูปขาไม่ได้ การตัดเย็บก็เป็นเหมือนถุงเท้าขึ้นไป พอเกิดสงครามอะไรก็แร้นแค้นยากจน แต่ความหรูหราความฟุ่มเฟือยของคนติดหรูมันยังมี จมลงไม่เป็นแม้กระทั่งสงครามไม่ได้ใส่ถุงน่องแต่เอาปากกาเมจิกมาขีดขาให้เป็นเส้นตรงเหมือนใส่ถุงน่องอยู่ อีโก้คนอยากมีอยากได้ ก็เหมือนเราใส่ของปลอมทุกวันนี้เป็นแบบเดียวกันเลย แล้วสมัยอียิปต์ใครใส่สีม่วงไม่ได้นะเพราะสูงศักดิ์เป็นสีที่ราชวงค์ใส่ อะไรที่เป็นสีม่วงจะแพงมากเพราะสมัยนั้นไม่ได้สกัดขึ้นมากง่ายๆ ต้องใช้เปลือกหอยเป็นหมื่นๆตัวมาบดๆรวมกัน

balancecounseling